ความในใจที่อยากจะบอก...

posted on 13 Dec 2010 23:31 by sorrowhunter in Life

เป็นคนที่เชื่อในเรื่องลี้ลับ มากกกกกกกกกกกก

 

 

พวกเวทมนตร์ พลังจิต ชอบมาก อ่านเรื่องพวกนี้ได้ทั้งวันไม่เบื่อ

 

 

แต่ โดนคนรอบข้างมองว่าเป็นพวก... แอบจิต คลั่งไคล้ศาสตร์มืด หมกมุ่นบ้างอะไรบ้าง สมัยเรียนมอปลายเลยอยู่คนเดียวซะส่วนใหญ่ อาจเป็นเพราะนิสัยเราที่เงียบๆ ค่อนข้างเก็บตัวด้วยล่ะมั้ง เป็นช่วงที่ไม่ค่อยน่าจดจำเท่าไหร่ จริงๆไม่ต้องจำ ไม่ต้องนึกถึงก็ได้ ถ้ามันทำให้ทุกข์ซะเปล่าๆ (เพื่อนดีๆก็มี แต่น้อยมากกกกกกกก หาคนจริงใจยาก เป็นเหมือนตัวตลกของทุกคน ให้เขานินทา ก็เอาเถอะ ทำให้เขามีความสุขก็โอเค)

 

 

บางคนหาว่าเราเป็นนังแม่มดเลยก็มี (ออร่ามันออกขนาดนั้นเลยหรอเธอว์???)

 

 

ก็ แล้วแต่จะคิดกันไป เพราะโดยธรรมชาติคนเราก็มักจะตัดสินกันที่ภายนอกอยู่แล้วนี่ ตัดสินจากรูปลักษณ์ ตัดสินจากเสื้อผ้าที่ใส่ คนไหนไม่มีของแบรนด์เนมกูไม่คบ หรือในกรณีของเรา ที่ชอบพวกเรื่องลี้ลับ ก็มองว่า เอ่อ... ทั้งหมดดังที่กล่าวมาข้างต้นนั่นแหละ นังแม่มดเอย แอบจิตเอย หมกมุ่นเอย บลาๆๆ

 

 

อยากจะว่าอะไรก็เชิญ จะด่าอะไรก็ด่ามาค่ะ น้อมรับคำด่าด้วยความยินดี

 

 

 

 

 

 

จบส่วนที่หนึ่งล่ะนะ อันนี้อัดอั้นมานานมากกกกกกกกก ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

 

 

 

 

มาส่วนต่อไป

 

 

ตอน นี้ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง ตั้งแต่ปิดเทอมก่อนขึ้นปีสองนั่นแหละ เหมือนกับว่า ชีวิตมันเปลี่ยน พลิกกลับจากหน้ามือเป็นหลังตีนเลยทีเดียว

 

 

มองโลกเปลี่ยนไปเลย

 

 

จาก เด็กสาวอายุ 18 (ตอนนั้น 18 ตอนที่นั่งพิมพ์อยู่นี่ 19 แล้ว) หน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ หัวฟู ใช้ชีวิตไปวันๆ ไร้แก่นสาร ขี้วีน (ภายนอกเหมือนนิ่งๆ ภายในขี้วีนยิ่งกว่านางร้ายในละครนะจ๊ะ) บ้าบอคอแตก ตอนนี้กลายเป็นเด็กสาวอายุ 19 ที่... ใจเย็นขึ้น แล้วก็ปฏิบัติธรรมไปด้วย

 

 

ถ้าจะบอกว่าการปฏิบัติธรรม หมายถึงการแต่งชุดขาว นั่งสมาธิใต้ต้นไม้ อะไรทำนองนั้น บอกเลยว่าผิดแล้ว การปฏิบัติธรรมไม่จำเป็นต้องแต่งขาว ไม่จำเป็นต้องอยู่วัด

 

 

ใส่ชุดขาว เหมือนเป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงาม บริสุทธิ์ แต่ถ้ายังคิดร้าย อาฆาตพยาบาท ภายในมันก็ไม่ต่างจากสัตว์นรกนั่นแล

 

 

ธรรมะ ที่ปฏิบัติ คือธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน ว่าขันธ์ห้ามันไม่ใช่ตัวเราของเรา ไม่ใช่ตัวใครของใคร (นั่นแหละ ไอ้ขันธ์ห้าที่มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั่นแหละ ตอนเรียนก็สักแต่ว่าท่อง ทำไมในตำราไม่อธิบายการทำงานของขันธ์ห้าด้วยล่ะ มีประโยชน์มากเลยนะ)

 

 

เรามีหน้าที่แค่ตามดู ตามดูรู้ทันเท่านั้นจริงๆ ไม่มีอะไรเลย ร่างกายไม่ใช่ของเรา กระทั่งความคิด อารมณ์ มันก็ยังไม่ใช่ของเรา แต่เพราะมีอุปาทาน มันไปยึด ไปจับว่าเป็นตัวเรา ของเรา ก็เลยยังต้องเวียนว่ายตายเกิดกันอยู่อย่างนี้ หาทางออกไม่ได้ซะที กรรมมันเลยตามทัน เพราะมี "เรา" เป็นผู้กระทำ

 

 

อย่างท่านองคุลีมาล ก่อนที่ท่านจะได้เจอพระพุทธองค์ ท่านฆ่าคนมาแล้ว 999 คน แต่สุดท้ายท่านก็สามารถเข้าถึงพระนิพพานได้ เพราะอะไรล่ะ???

 

 

ก็เพราะท่านรู้แล้วไง ว่าที่ทำ ที่ฆ่าน่ะ ไม่ใช่ท่าน มันเป็นขันธ์ห้า แต่เพราะขันธ์ห้าทำ ยังไงขันธ์ห้านั้นก็ต้องรับวิบากกรรมอยู่ดี (ตอนที่ท่านออกบิณฑบาตก็มีคนปาหินใส่ท่านตลอดไง) และสุดท้าย ท่านก็ดับขันธ์ นิพพานเลย ไม่ต้องกลับมาเกิดอีกแล้ว เพราะท่านได้รู้ ได้เข้าถึงธรรมชาติ ธรรมะมันก็คือธรรมชาตินั่นแหละ

 

 

ถ้าเห็นจริง ปฏิบัติได้ตามนั้นจริง นิพพานก็อยู่ไม่ไกล

 

 

ไอ้ ความคิด อารมณ์ที่มันเกิดขึ้น เรามีหน้าที่แค่ตามรู้ แต่อุปาทานมันคอยจะเอาคำว่า "เรา" ไปตามแปะ แปะๆๆๆๆๆๆๆๆ ตามทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าขันธ์มันจะคิด มันจะทำอะไร ก็กลายเป็นว่า เราเป็นผู้คิด เราเป็นผู้ทำ ทีนี้ื พอมีเรื่องไม่สบายใจ เราก็เลยเป็นผู้ทุกข์


 

ตอน นั้นเสื้อแดงเผา CTW พอดี ก็มองอย่างสงบนิ่ง มันเป็นเรื่องที่แสนจะธรรมดา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วมันก็ต้องดับไป มันก็เป็นของมันอย่างนั้น เป็นเช่นนั้นเอง

 

 

เรื่องบางเรื่องที่ได้ประสบพบเจอมา ไม่กล้าเล่าหรอกนะ อย่างเรื่องธรรมะ เราจะพูดก็ไม่มีใครฟัง ไม่มีใครเชื่อ

 

 

แหงล่ะ ก็เปลือกนอกน่ะก็เป็นแค่เด็กอายุ 19 บอกพ่อหรือบอกแม่ก็ยาก ก็เขามองว่าเราเป็นลูก เราเป็นเด็ก เขาจะเชื่ออะไรเรา เรื่องธรรมะเนี่ยนะ?? ฟังจากพระยังน่าเชื่อกว่าเลย

 

 

แต่สำหรับเราแล้ว เวลาจะฟังอะไรน่ะ... ให้ฟังที่ข้อมูล ไม่ใช่ผู้ให้ข้อมูล เพราะถ้าดูที่ผู้ให้ข้อมูล บางครั้งคนเราก็มีอคติ ไม่เห็นด้วยกับข้อมูลนั้นๆ ไม่ใช่เพราะข้อมูลเนื้อหาหรอก แต่เป็นเพราะเขาไม่ชอบผู้ให้ข้อมูลอยู่แล้วเป็นการส่วนตัว ก็เลยต่อต้านไปเลย

 

 

 

จบส่วนที่สอง

 

 

 

 

 

มาส่วนสุดท้าย

 

 

 

 

แจ้งเพื่อทราบ


 

จริงๆ แล้วเรื่องลี้ลับทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณ พลังจิต UFO มนุษย์ต่างดาว อะไรก็ตาม มันเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว มันอยู่ของมันอย่างนั้นเอง แต่อาจอยู่ในมิติที่เหนือขึ้นไป เกินกว่าที่ประสาทสัมผัสมนุษย์ทั่วไปจะรับรู้ได้ ดังนั้นเมื่อมนุษย์ไม่เห็น ไม่รู้จัก ก็เลยคิดกันไปว่ามันไม่มีจริง

 

 

บางคนก็อาจมองว่ามิวส์งมงาย ไปเชื่ออะไรที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้????

 

 

เหรอ.... บางครั้งมิวส์ก็อยากจะถามกลับ ว่า แล้วแน่ใจเหรอ ว่าวิทยาศาสตร์มนุษย์ปัจจุบันนี้น่ะมันสามารถพิสูจน์ทุกอย่างได้


 

เราเชื่อทุกอย่างที่ถูกสอนมา สอนผิดสอนถูกไม่รู้ล่ะ แต่เื่ชื่ออย่างนั้น

 

 

บางคนบอกว่า บ้ารึเปล่า เราไม่เชื่อหรอกนะอะไรที่มองไม่เห็นด้วยตาน่ะ

 

 

แล้วถามหน่อย เชื่อเืรื่องอะตอม เรื่องโมเลกุลรึเปล่า???

 

 

เขาก็บอก อ๋อ เชื่อสิ

 

 

งั้น เหรอคะ อะตอม กับโมเลกุลก็มองไม่เห็น ทำไมคุณถึงเชื่อล่ะคะ?? หรือว่าเป็นเพราะนักวิทยาศาสตร์เขาบอกมา แล้วมันก็อยู่ในตำราเรียน ก็เลยเชื่อ

 

 

อย่างพวกพลังจิต โทรจิต การเปิดมิติ ฯลฯ ทำไมบางคนเขาถึงไม่เชื่อ

 

 

ก็ เปรียบเทียบเหมือนคนโบราณนั่นแหละ ย้อนไปสักสองร้อยปีก่อน เขาเคยคิดไหมว่ามันจะมีของอย่างโทรศัพท์มือถือ เครื่องบิน รถยนต์?? แน่ล่ะ มันนอกเหนือจากชีวิตประจำวันของเขา เขาก็ย่อมจินตนาการไม่ออก ก็เหมือนกันนั่นแหละ

 

 

ความจริงพวกนี้มันก็สามารถทำได้จริง มันมีตามธรรมชาติของมัน พวกการถอดจิต อ่านใจคน มันไม่ใช่เรื่องของเวทมนตร์เลย

 

 

สมอง คนเราเวลามันคิดอะไรไป มันก็จะเป็นคลื่น ส่งออกไปในห้วงอวกาศ และคลื่นสมองแต่ละคนความถี่ไม่เหมือนกัน การที่จะอ่านใจ อ่านความคิดคนอื่นได้ เป็นเพราะเราสามารถจูนคลื่นสมองให้ตรงกับเขานั่นเอง พอคลื่นตรงกันมันเลยรับส่งข้อมูลกันได้

 

 

สุดท้ายแล้ว เรื่องที่คุณได้อ่านมา จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่ ขอให้ใช้ปัญญาพิจารณาเอา แต่ละคนปัญญาก็ไม่เท่ากันอยู่แล้ว ความเข้าใจมันก็เลยไม่เท่ากันตามไปด้วย

 

 

 

แจ้งเพื่อทราบ


Comment

Comment:

Tweet

น่ากลัวจังsad smile

#1 By katak on 2010-12-14 08:41